วิธีอ่านค่ามอสเฟต จากดาต้าชีทมอสเฟต และ ตัวอย่างเบอร์มอสเฟต MOSFET

ค่ามอสเฟตจากดาต้าชีทมอสเฟตที่ควรรู้จักและตัวอย่างจริงในตาราง  เริ่มจากกระแส   แรงดัน  วัตต์  ความต้านทานและค่าอื่นๆ  อีกหลายอย่าง  เริ่มจากการดูตัวถังก่อน  เช่น เป็นตัวถังแบบ  TO-220AB   จากนั้นดูโครงสร้างว่าเป็นชนิด N แชนแนล หรือ  P แชนแนล   ถ้าเป็นมอสเฟตที่ใช้ขับโหลดพวกมอเตอร์หรือโหลดแบบอินดักทิฟจะมีไดโอดอยู่ระหว่างขา  D และ S ใช้ป้องการขา D และ S เสียหายจากแรงดัน


มอสเฟต  วิธีอ่านค่ามอสเฟต จากดาต้าชีทมอสเฟต
                                 รูปแรกตัวเล็กตัวถัง  TO-220    รูปที่ 2  ตัวถัง  TO-247



เบอร์มอสเฟต  MOSFET
                                             
          ตัวอย่างเบอร์มอสเฟต และ  ค่าสเปคทางไฟฟ้า


1)   ค่ากระแส   I (D)  คือ  กระแสเดรนค่าต่อเนื่อง    (  Contineous  Drain  Current )  ใช้ค่าเท่ากันหรือสูงกว่าได้

2)   แรงดัน   V  BR(DSS) คือแรงดันเบรคดาวน์ระหว่างขา D และ S  ใช้ค่าเท่ากันหรือสูงกว่าได้

3)  แรงดัน V GS ( th )  เป็นแรงดันขาเกตขั้นต่ำที่ทำให้มอสเฟต ON หรือเริ่มนำกระแส   ( Gate to Source  threshold Voltage )   ให้ใช้ค่าเท่ากันหรือหรือต่ำกว่าก็ได้   ห้ามใช้ค่าสูงกว่าเนื่องจากต้องใช้แรงดันมากกว่าเพื่อสั่งให้มอสเฟตทำงาน ON

4)  PD  Max  กำลังไฟฟ้าของมอสเฟตมีหน่วยเป็นวัตต์  เบอร์แทนค่าวัตต์ต้องเท่ากันหรือสูงกว่าได้  

5)  ค่าความต้านทานขณะนำกระแส    หรือ  r DS ( ON )  ยิ่งต่ำยิ่งดี ทำให้ร้อนน้อยและการสูญเสียขณะนำกระแสน้อย

6)  อินพุตคาปาซิแตนซ์ หรือ  Ciss ( input capacitance )  ตรงขาเกตของมอสเฟตมีลักษณะเหมือนคาปาซิเตอร์ค่านี้มีความคำคัญสำหรับงานสวิตชิ่ง มีผลเรื่องความถี่ในการสวิตชิ่ง    ต้องนำไปคำนวณวงจรขับขาเกต  ( Gate Charge Driver )   ให้ใช้ค่าเท่าเดิมหรือใกล้เคียงค่าเดิมให้มากที่สุด ใช้ค่าน้อยกว่าได้แต่ห้ามใช้ค่ามากกว่าของเดิม

7)  ค่าที่เกี่ยวกับระยะเวลาการสวิตชิ่ง  มีผลต่อการทำงานที่ความถี่สูง  ให้ใช้ค่าเท่าเดิม หรือต่ำกว่าเดิม ถ้าใช้ค่าเวลาที่สูงกว่า   มันจะทำงานสวิตชิ่งไม่ทันผลคือวงจรอาจไม่ทำงานหรือเกิดการสูญเสียจากการสวิตชิ่งสูง

td (ON)       =    Turn - On  delay time   

tr                 =    Rise  time  

td (OFF)      =   Turn - Off   delay time



เบอร์มอสเฟต
            มอสเฟต  รุ่นมีไดโอดอยู่ระหว่างขา D และ S ใช้ป้องการขา D และ S เสียหายจากแรงดัน





วิธีการใช้มัลติมิเตอร์     วัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

มี    15  บท    การใช้งานมัลติมิเตอร์    เพื่อวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

-    เช็ค ดี / เสีย  เป็น    
-    วัดอุปกรณ์เป็น  ครบอุปกรณ์ที่สำคัญ
-      เตรียมตัวไปทำงาน หรือ สมัครงาน  มีพื้นฐานดี  สามารถต่อยอดไปได้ไกล  
    บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆต้องการคนที่มีพื้นฐานดีและเตรียมพร้อมจะทำงาน  
    เมื่อเข้าไปทำงานแล้วใช้เวลาเรียนรู้งานไม่มาก
-   ลดต้นทุน    ใช้ของให้คุ้มค่า    อุปกรณ์หายากแล้วจำเป็นต้องซ่อมเพื่อใช้งานต่อ  
    ทำงานเกี่ยวกับการซ่อมบำรุง

อ่านได้ที่   Google  play   books    กดที่รูปปกหนังสือ  จะไปยังหน้าเพจหนังสือให้



ອຸປະກອນອີເລັກໂທນິກ

                 ปก   หนังสือ  E- book  " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม " 
อ่านได้ที่   Google play books     มี  15 บท  ในเล่ม
มีรูปประกอบเยอะ          เข้าใจง่าย



สาธิตวิธีวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์   มีรูปประกอบเยอะและมีตัวอย่างชัดๆ  

>   เข้าใจง่ายเพราะมีรูปประกอบจำนวนมาก
>   สะดวกสำหรับยุคนี้  คือ   อ่านผ่าน App " Google Play Books "   ในมือถือ

สำหรับมือใหม่และคนที่สนใจการวัดอุปกรณ์ดีเสียเพื่อซ่อมวงจรและทำงานเกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า      หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "  นี้
มีเนื้อหาถึง 15 บท โดยครอบคลุมการวัดอุปกรณ์ที่สำคัญ ๆ   อ่านได้ที่
Google  Play  Books   โดยทำตาม   2   ขั้นตอน   ต่อไปนี้

1)   ลง App  ก่อน  ชื่อแอป  Google Play Books    (อยู่ที่   Play Store  ในมือถือ )
2)  ค้นหาชื่อหนังสือ  ...... ค้นหาผ่าน google  ........ โดยใช้ชื่อหนังสือค้น หรือ ใช้คำค้นว่า  
"  15 Lesson Test Electronic Components (Thai ) การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
หรือ    คลิกตามด้านล่างนี้    จะพาไปยังหน้าหนังสือนี้เลย     ที่   Google Play Books 




ตัวอย่าง หัวข้อในหนังสือ
ครบ การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ  หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
มี 15 บท มีให้อ่านที่ร้านอีบุ๊คชั้นนำ    Google Play Books  
และ   MEBMARKET 
หนังสือสำหรับ ช่างซ่อม นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิค อาชีวะ สายอาชีพ และผู้ทีสนใจหนังสือช่าง   
สารบัญมี    15 บท  ดังนี้
1)   วิธีวัดไอจีบีที       2)  วิธีวัดมอสเฟต     3) วิธีวัดไตรแอค     4)  วิธีวัดเอสซีอาร์    
5)   วิธีวัดทรานซิสเตอร์   6)   วิธีวัดไอซี  DIP   8   ขา  16 ขา   20  ขา      7)  วิธีวัดไอซี  OPTO     
8)   วิธีวัดไอซีเร็กกูเลเตอร์ตระกูล  78XX   79XX
9)   วิธีวัดไดโอด     10)  วิธีวัดซีเนอร์ไดโอด   11)   วิธีวัดไดโอดบริดจ์  ขั้นเทพ   
12)    วิธีวัด LED    13)  วิธีวัดตัวต้านทาน      14)   วิธีวัดตัวต้านทานปรับค่าได้  วัด VR     
15)    วิธีวัดคาปาซิเตอร์  

วิธีต่อ พัดลม 3 สาย และ 4 สาย 12V 24V

การต่อพัดลม 12V  24V   4สาย

การต่อพัดลม 12V   3สาย  ต่อพัดลม  3 สาย

                                              ต่อพัดลม 12V 3 สาย ต่อพัดลม 3 สาย


วิธีต่อ พัดลม 3 สาย  และ  4 สาย  

ก่อนต่อพัดลม 12V 3 สาย  หรือ   24V  3 สาย ต้องรู้ความหมายและหน้าที่ของสายแต่ละเส้น    
ส่วนพัดลม 4  สาย   จะแยกอธิบายอยู่ด้านล่างสุด
พัดลม 3 สายที่นิยมใช้งาน   แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

1)   3  สาย  แบบ    
แดง (+)      ดำ (-)      เหลือง ( เซนเซอร์ สัญญาณเป็นความถี่พัลซ์ )
2)   3  สาย  แบบ    แดง (+)      ดำ (-)      ขาว    ( เซนเซอร์ สัญญาณเป็นแรงดัน VDC  )


เซนเซอร์แบบสัญญาณเป็นความถี่พัลซ์นิยมใช้วัดความเร็วรอบของพัดลม   ส่วนเซนเซอร์แบบสัญญาณเป็นแรงดัน VDC  นิยมใช้บอกสถานะว่าพัดลมทำงานปกติ รวมถึงเครื่องใช้เช็คสถานะได้ว่ามีพัดลมต่ออยู่เพื่อระบายความร้อนให้ระบบ โดยมันตรวจจะจับสัญญาณแรงดัน VDC เพื่อเช็คสถานะของระบบระบายความร้อนก่อน    สัญญาณแรงดัน VDC นี้จะเป็นแรงดันไม่สูง เช่น  3V   5V  เป็นต้น   ถ้าพัดลมเสียหรือไม่มีพัดลมต่ออยู่เครื่องจะร้องเตือนหรือ Alarm คือเครื่องจะไม่ทำงานเพราะระบบระบายความร้อนมีปัญหานั้นเอง



ต่อพัดลม 12V   3สาย  ต่อพัดลม  3 สาย
    ตัวอย่าง  สัญญาณ  ความถี่พัลซ์  จากสายเส้นสีเหลือง  (  สายเซนเซอร์  )



สายสีแดงตามมาตรฐานเป็นไฟ  +     และ   สายสีดำมาตรฐานกำหนดเป็นไฟ  -  
ส่วนสายสีเหลืองหรือสีขาวเป็นสายเซนเซอร์     ปกติแล้วพัดลม 3 สาย  2 ชนิดนี้ไม่สามารถใช้แทนกันได้เนื่องจากเป็นเซนเซอร์คนละชนิดหรือมีสัญญาณเอาต์พุตที่แตกต่างกัน   ปกติแล้วสายสีเหลืองจะเป็นสัญญาณพัลซ์ เพื่อใช้วัดรอบหมุนของพัดลมหรือเช็คสถานะของพัดลมจากสัญญานพัลซ์ที่ออกมานั้น     ส่วนสายสีขาวจะเป็นสัญญาณแรงดันไฟ DC เพื่อแจ้ง (Alarm)ให้ระบบทราบสถานะของพัดลมว่ามีพัดลมระบายความร้อนต่ออยู่หรือไม่ต่ออยู่กับวงจร   และใช้เช็คสถานะว่าพัดลมหมุนหรือไม่หมุน       อย่างไรก็ตามชนิดของเซนเซอร์ไม่สามารถดูจากสีของสายไฟได้เสมอไป   จึงใช้สีของสายไฟอ้างอิงเป็นชนิดของเซนเซอร์ไม่ได้เสมอไป   เพราะบางยี่ห้อใช้สายเซนเซอร์สีสายไฟเหมือนกันเลยแต่อาจเป็นเซนเซอร์ชนิดที่แตกต่างกันก็เป็นไปได้    ต้องไปเช็คสเปคกับ Datasheet ของพัดลมรุ่นนั้นๆเอาจึงจะรู้    บางยี่ห้อใช้สีสายสลับกับหลักการข้างต้นก็มี  จากประสบการณ์ตรงที่เคยเจอ   เช่น   พัดลมสายสีเหลืองมันควรจะเป็นเซนเซอร์แบบพัลซ์แต่ไม่ใช่เลย เมื่อวัดด้วยสโคปแล้วเซนเซอร์เอาต์พุตกลับเป็นแบบแรงดันไฟ  DC  ( Alarm Signal  )
พัดลมไฟ DC 3  สายจึงไม่สามารถบอกได้ 100% ถึงชนิดของสัญญาณเซนเซอร์โดยดูจากสีของสายไฟเสมอไป   มันไม่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานที่แน่นอน 100%    แต่พอจะคาดเดาได้บ้างโดยดูจากยี่ห้อ โดยปกติยี่ห้อเดียวกันจะใช้รูปแบบรหัสสีของสายไฟที่เหมือนกัน   และดูลักษณะงานที่ใช้ด้วย   เช่น   ใช้กับ CPU คอม  สายสีเหลือง เป็นเซนเซอร์แบบความถี่พัลซ์   เพื่อใช้วัดรอบหมุนของพัดลม   เป็นต้น



วิธีต่อ พัดลม 3 สาย

                               
วิธีต่อ พัดลม 3 สาย



พัดลมระบายความร้อน 4 สาย  4 PIN   12V  24V  (  พัดลม DC 4 สาย )
พัดลม 4 สาย  เป็นพัดลมแบบที่ควบคุมความเร็วรอบได้  ก่อนต่อหรือหาพัดลมมาแทนตัวเก่าต้องรู้ความหมายของสายไฟแต่ละสีก่อน    ดังต่อไปนี้

1)   สีแดง เป็นไฟ  +   
2)   สีดำ   เป็นไฟ   -     
3)   สีเหลือง  เป็นสายเซนเซอร์ ปกติแล้วจะเป็น Tachometer sensor คือเป็นสัญญาณความถี่พัลซ์ สายสีเหลืองอาจจะเรียกว่าเป็นสาย Output Sensor  ( สาย Sensor  )  เป็นสัญญาณเพื่อส่งออกไปบอกบอร์ดควบคุม
4)   สีน้ำเงิน  เป็นสาย  Speed  Control  มีชื่อเต็มๆว่า  PWM speed control  เป็นสายที่สั่งให้พัดลมหมุนเร็วหรือหมุนช้า (เพื่อปรับรอบหมุน)  สายสีน้ำเงินนี้อาจเรียกว่าเป็นสาย Input  สัญญาณมาจากบอร์ดควบคุมเข้ามาที่พัดลมเพื่อสั่งงานพัดลมนั้นเอง



ອຸປະກອນໄຟຟ້າ



วิธีการใช้มัลติมิเตอร์      วัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 มี    15   ตอน   การใช้งานมัลติมิเตอร์     เพื่อวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

 -    เช็ค ดี / เสีย  เป็น    
 -    วัดอุปกรณ์เป็น   ครบอุปกรณ์ที่สำคัญ
 -      เตรียมตัวไปทำงาน หรือ สมัครงาน  มีพื้นฐานดี  สามารถต่อยอดไปได้ไกล  
        บริษัทหรือหน่วยงานต่างๆต้องการคนที่มีพื้นฐานดีและเตรียมพร้อมจะทำงาน  
        เมื่อเข้าไปทำงานแล้วใช้เวลาเรียนรู้งานไม่มาก
-       ลดต้นทุน    ใช้ของให้คุ้มค่า    อุปกรณ์หายากแล้วจำเป็นต้องซ่อมเพื่อใช้งานต่อ  
        ทำงานเกี่ยวกับการซ่อมบำรุง


อ่านได้ที่     Google  play   books    
กดที่รูปปกหนังสือ (รูปที่  1)    จะไปยังหน้าเพจหนังสือให้


หนังสือ   ebook  Google play books

            ปก   หนังสือ  E- book  " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม " 
อ่านได้ที่   Google play books   มี   15  เรื่องในเล่ม   
มีรูปประกอบเยอะ          เข้าใจง่าย


วิธีการใช้มัลติมิเตอร์     วัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์





ข้อมูลเกี่ยวกับพัดลมระบายความร้อน   เพิ่มเติม


                     พัดลมระบายความร้อน 12V  24V   ตอนที่ 1

                             

                     
พัดลมระบายความร้อน 12V 24V ตอนที่ 2

                             

                     
พัดลมระบายความร้อน  วิธีระบุขนาด

                   
             พัดลมหมุนได้อย่างไร  พัดลม DC Brushless



เลือก หัวข้อ / เรื่อง  เพื่ออ่านเพิ่ม 



สอบถาม เทียบเบอร์ IGBT

 เทียบเบอร์   IGBT 

ก่อนอื่นให้สังเกตสัญลักษณ์ของ   IGBT  จะพบว่ามีขา G เหมือนกับมอสเฟต   และ มีขา C  E  เหมือนกับ Transistor  เพราะว่า IGBT นั้นเป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาต่อยอดมาจากทรานซิสเตอร์ BJT และมอสเฟต นั่นเอง       IGBT ย่อมากจาก  Insulated    Gate   Bipolar  Transistor   มันเป็นทรานซิสเตอร์อีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นเวลาอ่านสเปคหรือเทียบเบอร์มันจึงคุ้นๆและคล้ายๆกับสเปคของมอสเฟตและทรานซิสเตอร์ BJT ที่เรารู้จักกันในนาม   NPN   PNP

สัญลักษณ์    IGBT

                                                        สัญลักษณ์     IGBT


การเทียบเบอร์เทียบสเปคจะทำเมื่อจำเป็น ถ้าหาเบอร์เดิมได้อยู่ให้ใช้เบอร์เดิมจะดีที่สุดเพราะว่าอุปกรณ์พวก IGBT  SCR  รวมถึงมอสเฟตมันทีค่าทางไฟฟ้าหลายอย่างที่ต้องทดลองผลที่เกิดกับวงจร  กรณีเป็นเบอร์หายากมีความจำเป็นต้องเทียบเบอร์ IGBT  ให้เช็คค่าทางไฟฟ้าต่อไป

1.  ตัวถังและตำเหน่งขาต้องเหมือนเดิม  

2.  โครงสร้างข้างในเหมือนเดิม แต่ละผู้ผลิตจะมีเทคนิคโครงสร้างไม่เหมือนกัน  เช่น   TrenchStop  ,   BIMOSFETT  ,  NPT  ,  XPT    เป็นต้น  

3.  มีไดโอดที่ขา C กับ E หรือ ไม่มีไดโอด    ไดโอดนี้ใช้ป้องกันขา C และ E จากแรงดันเกิน

4.  กำลังไฟฟ้า  Pc  มีหน่วยเป็นวัตต์  ใช้ค่าเท่าเดิมหรือมากกว่าได้

5.  แรงดัน Vce  แรงดันทีทนได้ระหว่างขา C และ  E ใช้ค่าเท่าเดิมหรือมากกว่าได้

6.   กระแส IC    ใช้ค่าเท่าเดิมหรือมากกว่าได้

7)  แรงดัน V GE ( th )  เป็นแรงดันขาเกตขั้นต่ำที่ทำให้  IGBT  ON หรือเริ่มนำกระแส   ( Gate to Emitter Cutoff   Voltage )   ให้ใช้ค่าเท่ากันหรือหรือต่ำกว่าก็ได้   ห้ามใช้ค่าสูงกว่าเนื่องจากต้องใช้แรงดันมากกว่าเพื่อสั่งให้ IGBT   ทำงาน ON

8)  อินพุตคาปาซิแตนซ์ หรือ  Cies ( input capacitance ) มีหน่วยเป็น pF   ตรงขาเกตของ IGBT  มีลักษณะเหมือนคาปาซิเตอร์ค่านี้มีความคำคัญสำหรับงานสวิตชิ่ง  มีผลเรื่องความถี่ในการสวิตชิ่ง    ต้องนำไปคำนวณวงจรขับขาเกต  ( Gate Charge Driver )   ให้ใช้ค่าเท่าเดิมหรือใกล้เคียงค่าเดิมให้มากที่สุด ใช้ค่าน้อยกว่าได้แต่ห้ามใช้ค่ามากกว่าของเดิม  นอกจากนี้ยังมีค่าประจุไฟฟ้า Qg  ( Gate Charge )  มีหน่วยเป็น nC   

9)   ค่าที่เกี่ยวกับระยะเวลาการสวิตชิ่ง  มีผลต่อการทำงานที่ความถี่สูง  ให้ใช้ค่าเท่าเดิม หรือต่ำกว่าเดิม ถ้าใช้ค่าเวลาที่สูงกว่า   มันจะทำงานสวิตชิ่งไม่ทันผลคือวงจรอาจไม่ทำงานหรือเกิดการสูญเสียจากการสวิตชิ่งสูง

td (ON)       =     Turn - On    delay  time   

td (OFF)      =    Turn - Off    delay  time


นอกจากนี้ยังมีค่าทางไฟฟ้าอื่นๆ ให้ดูใน Datasheet ของเบอร์นั้นๆ  การเทียบเบอร์ IGBT สามารถทำได้ระดับหนึ่งเนื่องจากมีสเปคค่าทางไฟฟ้าเยอะ     ถ้าค้นในอินเตอร์เน็ตแล้วยังคงมีเบอร์เดิมในตลาดควรใช้เบอร์เดิมกับวงจรเดิม    มีอีกหนึ่งกรณีที่นิยมทำในการเทียบเบอร์คือ  เทียบเพื่อหาเบอร์ใหม่ที่ใช้ทนกว่าเบอร์เก่า


เลือก หัวข้อ / เรื่อง  เพื่ออ่านเพิ่ม 


สอบถาม การเทียบเบอร์ SCR หาเบอร์แทน

เทียบเบอร์   SCR  หาเบอร์แทน

การเทียบเบอร์  SCR เพื่อหาเบอร์แทน  ก่อนทำข้ออื่นๆให้เช็คเรื่องพื้นฐานที่สุดก่อนคือให้เช็คตัวถังและตำเหน่งขาของ SCR    ต้องเหมือนกัน  จากนั้นจึงจะเช็คค่าทางไฟฟ้าต่อไป   ดูสัญลักษณ์และตัวอย่างเบอร์ของ SCR  ตามรูปด้านล่าง


เทียบเบอร์  SCR  หาเบอร์แทน
       ตัวอย่างตัวถังของ   SCR   รูปนี้เป็นตัวถังแบบ  TO-220


เทียบเบอร์  SCR    หาเบอร์แทน
                  สัญลักษณ์ของ SCR   มี  3 ขา  คือ   A    K   และ   G



1)  เช็คตัวถังเหมือนกันไหม     ?

2)  ตำเหน่งขาเหมือนกันไหม   ?

3) ประเภทการใช้งานเหมือนกัน เช่น เฟสคอนโทรล  , Switching  เป็นต้น

4)  เช็คค่าทางไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  

4.1   IT (RMS)    กระแส RMS   ใช้ค่าเท่ากันหรือมากกว่าได้

4.2   V (DRM)   =  Repetitive peak off-state voltage  แรงดันที่ทนได้ระหว่างขา A และ K ขณะไม่นำกระแสหรือ OFF   ใช้ค่าเท่ากันหรือมากกว่าได้

4.3   V(GT) และ  I(GT)  แรงดันและกระแสที่ทริกขาเกตเพื่อสั่งให้ SCR ทำงาน ใช้ค่าเท่ากันหรือน้อยกว่าได้

4.4   I(H) = Holding Current  กระแสต่ำสุดที่ SCR สามารถนำกระแสค้างได้เป็นกระแสระหว่างขา A และ K  ใช้ค่าเท่ากันหรือต่ำกว่าได้ อย่าใช้ค่ามากกว่า เพราะ SCR อาจไม่นำกระแสแบบค้างได้เนื่องจากค่ามันสูงไป  

4.5  dV/dt  ค่าอัตราการเปลี่ยนแปลงแรงดันใช้ค่าเท่ากันหรือมากกว่าได้ ถ้าใช้ค่าน้อยกว่า SCR อาจระเบิด

4.6  dI/dt   ค่าอัตราการเปลี่ยนแปลงกระแสใช้ค่าเท่ากันหรือมากกว่าได้ ถ้าใช้ค่าน้อยกว่า SCR อาจระเบิด





หนังสือ   ebook  Google play books

                         หนังสือ  E- book  " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม " 
                             อ่านได้ที่   Google play books     ตามรายละเอียดด้านล่าง



สาธิตวิธีวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์   มีรูปประกอบเยอะและมีตัวอย่างชัดๆ  

>   เข้าใจง่ายเพราะมีรูปประกอบจำนวนมาก
>   สะดวกสำหรับยุคนี้  คือ   อ่านผ่าน App " Google Play Books "   ในมือถือ

สำหรับมือใหม่และคนที่สนใจการวัดอุปกรณ์ดีเสียเพื่อซ่อมวงจรและทำงานเกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า      หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "  นี้
มีเนื้อหาถึง 15 บท โดยครอบคลุมการวัดอุปกรณ์ที่สำคัญ ๆ   อ่านได้ที่
Google  Play  Books   โดยทำตาม   2   ขั้นตอน   ต่อไปนี้

1)   ลง App  ก่อน  ชื่อแอป  Google Play Books    (อยู่ที่   Play Store  ในมือถือ )
2)  ค้นหาชื่อหนังสือ  ...... ค้นหาผ่าน google  ........ โดยใช้ชื่อหนังสือค้น หรือ ใช้คำค้นว่า  
"  15 Lesson Test Electronic Components (Thai ) การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
หรือ  คลิกตามด้านล่างนี้   จะพาไปยังหน้าหนังสือนี้เลย    ที่  Google Play Books 



ตัวอย่าง หัวข้อในหนังสือ
ครบ การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ  หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
มี 15 บท มีให้อ่านที่ร้านอีบุ๊คชั้นนำ    Google Play Books  
และ   MEBMARKET 
หนังสือสำหรับ ช่างซ่อม นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิค อาชีวะ สายอาชีพ และผู้ทีสนใจหนังสือช่าง   
สารบัญมี    15 บท  ดังนี้
1)   วิธีวัดไอจีบีที       2)  วิธีวัดมอสเฟต     3) วิธีวัดไตรแอค     4)  วิธีวัดเอสซีอาร์    
5)   วิธีวัดทรานซิสเตอร์   6)   วิธีวัดไอซี  DIP   8   ขา  16 ขา   20  ขา      7)  วิธีวัดไอซี  OPTO     
8)   วิธีวัดไอซีเร็กกูเลเตอร์ตระกูล  78XX   79XX
9)   วิธีวัดไอโอด     10)  วิธีวัดซีเนอร์ไดโอด     11)   วิธีวัดไดโอดบริดจ์  ขัั้นเทพ   
12)    วิธีวัด LED    13)  วิธีวัดตัวต้านทาน     14)  วิธีวัดตัวต้านทานปรับค่าได้  วัด VR     
15)   วิธีวัดคาปาซิเตอร์  

สอบถาม เทียบเบอร์ทรานซิสเตอร์

ก่อนทำข้ออื่นๆเกี่ยวกับการเทียบเบอร์ทรานซิสเตอร์ให้เช็คก่อนว่าทรานซิสเตอร์มีประเภทการใช้งานที่เหมือนกัน เช่น  ใช้งานสวิตชิ่ง  ใช้ขยายสัญสัญญาณเสียง   ใช้เป็นสวิตพื้นฐาน  ใช้งานพาวเวอร์เช่นรักษาระดับแรงดัน  จากนั้นค่อยเช็คตัวถัง   ตำเหน่งขา โครงสร้างและค่าทางไฟฟ้าอื่นๆต่อไป


เทียบเบอร์ทรานซิสเตอร์  เบอร์แทน
 ตัวอย่างตัวถังของทรานซิสเตอร์  ตามรูปนี้เป็นตัวถังแบบ  TO-247


เทียบเบอร์ทรานซิสเตอร์  เบอร์แทน
     โครงสร้างและสัญลักษณ์ของทรานซิสเตอร์ชนิด NPN และ PNP



1)   เช็คประเภทการใช้งานเหมือนกัน    ?

2)   ตัวถังและตำเหน่งขาเหมือนกัน       ?

3)   ชนิดโครงสร้างเหมือนกันคือ NPN  หรือ PNP    ?  รวมถึงวัสดุว่าเป็นชนิดซิลิกอนหรือเจอรมันเนียม

4)   เช็คค่าทางไฟฟ้าเท่าที่จะทำได้ มีค่าต่อไป  

4.1      P   กำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ค่าต้องเท่ากันหรือมากกว่าได้

4.2      Ic ( Collector current ) กระแสขา  C    ค่าต้องเท่ากันหรือมากกว่าได้

4.3     แรงดัน Vceo  แรงดันทนได้สูงสุดระหว่างขา C และ E    ค่าต้องเท่ากันหรือมากกว่าได้

4.4     อัตราขยาย  hFE     เท่ากันหรือใกล้เคียงได้ แต่อย่าใช้ค่าต่ำกว่า

4.5    ค่าความถี่  F(T)   =  Transition frequency  ใช้ค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงได้ อย่าใช้ค่าสูงกว่ามากเพราะความถึ่สูงอาจจะเข้าไปในวงจรและรบกวนการทำงาน และอย่าใช้ค่าที่ต่ำกว่าของเดิมมาก





หนังสือ   ebook  Google play books

                         หนังสือ  E- book  " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม " 
                             อ่านได้ที่   Google play books     ตามรายละเอียดด้านล่าง



สาธิตวิธีวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์   มีรูปประกอบเยอะและมีตัวอย่างชัดๆ  

>   เข้าใจง่ายเพราะมีรูปประกอบจำนวนมาก
>   สะดวกสำหรับยุคนี้  คือ   อ่านผ่าน App " Google Play Books "   ในมือถือ

สำหรับมือใหม่และคนที่สนใจการวัดอุปกรณ์ดีเสียเพื่อซ่อมวงจรและทำงานเกี่ยวกับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า      หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "  นี้
มีเนื้อหาถึง 15 บท โดยครอบคลุมการวัดอุปกรณ์ที่สำคัญ ๆ   อ่านได้ที่
Google  Play  Books   โดยทำตาม   2   ขั้นตอน   ต่อไปนี้

1)   ลง App  ก่อน  ชื่อแอป  Google Play Books    (อยู่ที่   Play Store  ในมือถือ )
2)  ค้นหาชื่อหนังสือ  ...... ค้นหาผ่าน google  ........ โดยใช้ชื่อหนังสือค้น หรือ ใช้คำค้นว่า  
"  15 Lesson Test Electronic Components (Thai ) การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
หรือ  คลิกตามด้านล่างนี้   จะพาไปยังหน้าหนังสือนี้เลย    ที่  Google Play Books 



ตัวอย่าง หัวข้อในหนังสือ
ครบ การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ  หนังสือ " การวัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับงานซ่อม "
มี 15 บท มีให้อ่านที่ร้านอีบุ๊คชั้นนำ    Google Play Books  
และ   MEBMARKET 
หนังสือสำหรับ ช่างซ่อม นักศึกษา วิทยาลัยเทคนิค อาชีวะ สายอาชีพ และผู้ทีสนใจหนังสือช่าง   
สารบัญมี    15 บท  ดังนี้
1)   วิธีวัดไอจีบีที       2)  วิธีวัดมอสเฟต     3) วิธีวัดไตรแอค     4)  วิธีวัดเอสซีอาร์    
5)   วิธีวัดทรานซิสเตอร์   6)   วิธีวัดไอซี  DIP   8   ขา  16 ขา   20  ขา      7)  วิธีวัดไอซี  OPTO     
8)   วิธีวัดไอซีเร็กกูเลเตอร์ตระกูล  78XX   79XX
9)   วิธีวัดไอโอด     10)  วิธีวัดซีเนอร์ไดโอด     11)   วิธีวัดไดโอดบริดจ์  ขัั้นเทพ   
12)    วิธีวัด LED    13)  วิธีวัดตัวต้านทาน     14)  วิธีวัดตัวต้านทานปรับค่าได้  วัด VR     
15)   วิธีวัดคาปาซิเตอร์  

สอบถาม C คาปาซิเตอร์ใช้แทน ถ้าเปลี่ยนค่าความจุของ C จะเกิดอะไรขึ้น ?

คาปาซิเตอร์ใช้แทนใช้แทนได้ไหม และแนวทาง


คาปาซิเตอร์  ใช้แทน  ตัวเก็บประจุ ใช้แทน
                                 ตัวอย่าง   ลักษณะของ C แต่ละชนิด


คาปาซิเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เยอะในวงจรเช่นเดียวกับตัวต้านทาน  อุปกรณ์ 2 ชนิดนี้จีงมีสต๊อคเยอะตามร้านอะไหล่ด้วย  การหาอะไหล่แทนจึงทำได้ง่ายและนิยมทำ   ก่อนอื่นมาพิจารณาว่าถ้าเปลี่ยนค่าความจุของ  C  จะเกิดอะไรขึ้น ?  ยกสมการของ C มาพิจารณา  

Xc   =  2πfc  


การเปลี่ยนค่า C จะมีผลทำให้ค่า Xc  เปลี่ยนไป ซึ่งค่า Xc  นี้จะมีผลต่อกระแสและแรงดันของวงจรเปลี่ยนไปด้วย การเปลี่ยนค่า C ทำให้ความถี่  f และระยะเวลาการเก็บประจุและคายประจุของ C  เปลี่ยนไป           สรุปผลกระทบหลังจากเปลี่ยนค่า C  ทำให้ค่าทางไฟฟ้า 4  อย่างนี้เปลี่ยนไปคือ  กระแส   แรงดัน  ความถี่  และเวลา



คาปาซิเตอร์  ตัวเก็บประจุ  ใช้แทน


การหา  C   ใช้แทนอย่างน้อยต้องพิจารณา

1)  ค่าความจุต้องเท่ากัน  บางหน้าที่สามารถใช้ค่าใกล้เคียงได้เช่น C ที่ทำหน้าที่ลดสัญญาณรบกวน

2)   แรงดันของ C ต้องเท่ากันหรือมากกว่าได้ 

3)   ชนิดของ C ต้องเหมือนกันหรือเป็น C  ชนิดที่ดีกว่าได้   เช่น ชนิดเมตัลไลต์ฟิล์ม ดีกว่าชนิดไมล่า

      C   แบบเดิมไม่มีขั้ว ต้องใช้ C  แบบไม่มีขั้วเหมือนเดิม

4)   หน้าที่ของ C ต้องเหมือนกัน  โดยปกติจะมีความสัมพันธ์กับชนิดของ C 


ອຸປະກອນອີເລັກໂທນິກ



เลือก หัวข้อ  / เรื่อง  อ่านต่อ

สอบถาม R ตัวต้านทาน ใช้แทน ถ้าเปลี่ยนค่าความต้านทานจะเกิดอะไรขึ้น ?

ตัวต้านทานใช้แทนได้ไหมและแนวทาง

ตัวต้านทานตัวนี้ใช้แทนได้ไหม   ?   ตัวต้านทานที่เสียหรือไหม้หาตัวใหม่มาแทนได้ไม่ยาก  เนื่องจากร้านอะไหล่มีสต๊อคเยอะ มีหลายค่าและหลายร้านให้เลือก
 1)  ให้ใช้ตัวต้านทานที่มีค่าเท่าเดิม    2)  กำลังไฟฟ้าหรือวัตต์  ใช้เท่ากันหรือมากกว่าได้  
3)  ชนิด  ใช้ชนิดแบบเดิมหรือชนิดที่ดีกว่าได้     ใหัสังเกตสีและลักษณะตัวต้านทาน ชนิดเหมือนกันจะมีลักษณะเหมือนกัน


ตัวต้านทาน ใช้แทน


ตัวต้านทาน ใช้แทน


ถ้าเปลี่ยนค่าความต้านทานจะเกิดอะไรขึ้น   ?   
พิจารณาสมการตามกฏของโอห์ม  แรงดัน  เท่ากับกระแสคูณด้วยความต้านทาน   

V =  I  x  R   

นั่นคือแค่เปลี่ยนค่า R ทำให้กระแสและแรงดันในวงจรเปลี่ยนไปด้วย  นี้คือหลักการที่สำคัญและการทำงานของตัวต้านทาน  ผลกระทบจากเปลี่ยนค่าความต้านบอกได้กว้างๆว่า 2 ค่าทางไฟฟ้านี้จะเปลี่ยนไป  
อาจทำให้อุปกรณ์ตัวอื่นๆในวงจรทำงานเปลี่ยนไปด้วย  ให้ระวังผลกระทบที่ตามมาจากการเปลี่ยนค่า R    ยกเว้นว่าเข้าใจการทำงานของวงจรและต้องการปรับปรุงการทำงานของวงจรให้ดีขึ้น   

ดังนั้นงานซ่อมกรณีทั่วไปไม่ควรเปลี่ยนค่า R ของวงจร  เนื่องจากทำให้ค่าทางไฟฟ้าคือ กระแสและแรงดันของวงจรเปลี่ยนไป   ตัวต้านทานค่าเดิมหาได้ง่ายและมีหลายร้านที่มีสต๊อค


เลือก หัวข้อ / เรื่อง  เพื่ออ่านเพิ่ม